fbpx

“เด็กบอร์ด” ความระทมของสังคมหรือทางเลือกที่ “ไดโนเสาร์” ปิดหูปิดตา

“คนดัง ดารา เซเลปที่เล่นสเก็ตบอร์ดก็มีเยอะนะครับ ส.ส. คนหนึ่งเขาก็เล่น คุณเท่าพิภพ เขาเล่นเหมือนกันเคยมาสนามนี้ มาพูดคุยเกี่ยวกับวงการสเก็ตบอร์ด ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนก็เห็นชอบที่จะพัฒนาสเก็ตบอร์ดให้เติบโต แต่ด้วยภาระหน้าที่ต่าง ๆ ก็เลยไม่มีเวลาผลักดันวงการนี้ …พวกเราก็ต้องทำกันเอง ผมว่าอย่างพี่เต้ มงคลกิตติ์ เขาก็น่าจะเล่นได้นะ ถ้าเขามาลองเล่นแล้วชอบ ผมยินดีสอนให้เลย จะได้มาช่วยกันพัฒนาวงการ”

ไก่ เดร็ค สเก็ตบอร์ด

เชิงสะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ ถนนราชพฤกษ์ – นนทบุรี ๑ เป็นที่ตั้งของสนามสเก็ตบอร์ด เดร็ค สเก็ตปาร์ค https://goo.gl/maps/MCRT9BPGMet7v9dd6 สนามสเก็ตบอร์ดเอกชนที่เปิดให้คนที่สนใจเข้ามาเล่นได้ฟรี ๆ ตั้งแต่เวลา สี่โมงเย็นถึงเที่ยงคืน พื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ต้อนรับคนทุกเพศทุกวัยที่สนใจในสเก็ตบอร์ดด้วยความคิดที่ว่า …จะขอเปิดโอกาสให้กับคนที่ขาดโอกาส…

ต่างจากความเห็นคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย(บางกลุ่ม)ที่กุมอำนาจควบคุมความคิดของคนในสังคม ทั้งยังพิจารณาการเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นเพียงการมั่วสุมและเป็นกิจกรรมที่ไม่พึงปรารถนาของสังคม แต่ในมุมมองของ ไก่ ณัฐภัทร ปัญญารัตนา แห่ง เดร็ค สเก็ตบอร์ด และ เดร็ค สเก็ตปาร์ก หนึ่งในผู้ที่สัมผัสและรันวงการสเก็ตบอร์ดมามากกว่า ๑๐ ปี ได้ให้ความเห็นอีกด้านว่า “อันที่จริงเด็กบอร์ดก็ไม่ได้ก้าวร้าวอะไรขนาดนั้นหรอก เพียงแต่เขาขาดโอกาส ในประเทศไทยมีสถานที่ที่เปิดโอกาสให้เล่นสเก็ตแบบอิสระ น้อยมาก นับทั่วประเทศอาจมีสนามสเก็ตบอร์ดที่เป็นกิจจะลักษณะแบบที่นี่ เพียงสิบกว่าแห่งเท่านั้น”

ซึ่งถ้าว่ากันตามกฎอุปสงค์อุปทานแล้ว เมื่อคนเล่นสเก็ตบอร์ดมีมากกว่าพื้นที่ซึ่งจัดไว้ให้เล่น การลักลอบเล่นสเก็ตบอร์ดในสถานที่ต้องห้ามจึงเกิดขึ้น และเป็นที่มาของการวิ่งไล่จับระหว่างพี่ ๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเด็กบอร์ด “เมื่อเด็กสเก็ตบอร์ดขาดโอกาสดี ๆ ที่จะเล่นสเก็ตโดยไม่ถูกไล่ โดยที่ไม่ต้องไปอาละวาดกับใคร เวลาที่เขาไปลักลอบเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ  คนทั่วไปก็เลยมองเด็กบอร์ดว่าพวกนี้มาลักลอบเล่น มาเล่นโดยไม่ขออนุญาต มาทำลายข้าวของ มาสุมกัน แต่ในมุมมองผมเด็กพวกนี้ขาดโอกาส”

แม้จะเป็นคนตัวเล็ก ๆ ไม่ได้มีอำนาจสั่งการใด ๆ ให้เป็นอย่างใจ แต่ด้วยความรักในสเก็ตบอร์ด จึงได้ตัดสินใจหาพื้นที่สร้างเป็นสนามที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีสำหรับผู้ที่สนใจเล่นสเก็ตบอร์ดตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับสูง และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของนักสเก็ตบอร์ดหน้าใหม่อีกด้วย

“เดร็ค เป็นเอกชนที่ไม่มีความยุ่งเกี่ยวกับรัฐบาล สนามแห่งนี้เราก็สร้างขึ้นมาเองไม่ได้ใช้เงินใคร จุดประสงค์ในการสร้างเราต้องการเป็นแค่ขั้นบันได ที่จะให้คนเล่นได้เข้ามารู้จักกีฬาชนิดนี้ และได้พัฒนาฝีมือกันไป ซึ่งถ้าขาดที่เล่น สนามไม่มาเด็กไม่เกิด แค่คนเข้ามาเล่น สิบคนเก่งสักหนึ่งคนก็พอใจแล้ว สนามนี้เป็นสนามที่ให้เล่นฟรี เราเป็นบันไดสักขั้นหนึ่งที่จะให้เด็กได้ไปต่อสู่กีฬาอาชีพก็พอ”

แค่วิสัยทัศน์เล็ก ๆ ของเด็กบอร์ด ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไดโนเสาร์ในสังคมเราบ้างแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมุมมองของคนรุ่นใหม่มองเห็นเส้นทางสเก็ตบอร์ดไปไกลถึงการเป็นนักกีฬาอาชีพ

หลายคนคงไม่ทราบ ในประเทศไทยนั้นมี สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย ซึ่งสเก็ตบอร์ดก็เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาที่อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมฯ อย่างไรก็ตามเส้นทางการเป็นนักกีฬาอาชีพนั้นเปิดกว้างกว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศต้นกำเนิดอย่างสหรัฐอเมริกามีการแข่งขันระดับอาชีพ สตรีท ลีก สเก็ตบอร์ดิ้ง หรือ เอสแอลเอส (Street League Skateboarding – SLS) เรียกว่าเป็นกีฬาแข่งขันอย่างจริงจังมานานแล้ว สเก็ตบอร์ดยังถูกบรรจุเป็นประเภทกีฬาที่มีการแข่งขันในการแข่งขันระดับซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ ไปจนถึงโอลิมปิก

“วงการสเก็ตบอร์ดในปัจจุบันดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อย ๆ นะ กำลังที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับเอเชีย เรากำลังมองเป้าหมายถึงประเทศญี่ปุ่นก่อน เขาบ่มเพาะนักกีฬามา เป็นสิบ ๆ ปีแล้ว เขามีสมาคมแบบนี้ก่อนหน้านานมาก นักกีฬามีความพร้อม มีความแข็งแรง จนวันนี้ญี่ปุ่นมีนักกีฬาสเก็ตบอร์ดที่เก่งเทียบเท่ากับอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าของกีฬาชนิดนี้ด้วยซ้ำ ประเทศไทยก็กำลังบ่มเพาะ มีการพัฒนาด้วยการไปแข่งขัน เก็บตัว อยู่ในขั้นตอนที่กำลังจะดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ”

ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ผ่านมานักกีฬาสเก็ตบอร์ดไทยคว้าเหรียญเงิน ๑ เหรียญ และเหรียญทองแดงอีก ๓ เหรียญ สร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยและประเทศไทย ซึ่งเดร็คเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนักกีฬาไทยไปสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

“ในสังกัดของเดร็ค มีนักกีฬาที่ชื่อชัย และเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ได้ไปแข่งที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในขณะที่แข่งก็ได้ใช้ แผ่นของเดร็คในซีรี่ย์ผีหัวขาด ถ้าใครได้ดู ก็จะได้ได้ว่า เขาจะถือแผ่นของไทยเราอยู่ในภาพ นั้นมันก็เป็นความภาคภูมิใจของเราว่าเขาได้ใช้แผ่นนี้ในระดับนานาชาติ” คุณไก่เล่าด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งไม่ใช่แค่แผ่นสเก็ตบอร์ดของคนไทยเท่านั้นแต่ลวดลายบนสเก็ตบอร์ดเองก็เกิดจากฝีไม้ลายมือคนไทยเช่นกัน

สำหรับวงการสเก็ตบอร์ดเป็นเสมือนครอบครัว เป็นเสมือนพี่น้องกัน แม้จะเป็นครอบครัวเล็กแต่ก็สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเต็มที่จนกลายเป็นแนวคิด …สนับสนุนคนในชุมชน… หรือที่คุณไก่พูดว่าเสมอว่า ..ซัพพอร์ต เดอะ โลคัล.. ซึ่งวัฒนธรรมของสเก็ตบอร์ดแล้ว ไม่ได้มีผู้เล่น สนาม หรือร้านค้าสเก็ตบอร์ดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงศิลปินต่าง ๆ อีก

ก็เป็นวัฒนธรรมมาตั้งแต่เมืองนอกเล่นกันแรก ๆ เลยนะ ที่ สเก็ตบอร์ด มิวสิค อาร์ติส กราฟิตี้ พวกนี้คือของคู่กัน เป็นวัฒนธรรมที่เขาหล่อหลอมมาพร้อม ๆ กันเลย จริง ๆ สเก็ตบอร์ดไม่ต้องมีลายก็เล่นได้ ใช่ไหมครับ แต่ผมไม่ขาย เพราะผมอยากให้คนเข้าใจว่า การซัพพอร์ต เดอะ โลคัล คือการสนับสนุนศิลปินของเรา ศิลปินที่เขาอยากจะรังสรรค์งานขึ้นมาบนแผ่นสเก็ตบอร์ด สเก็ตบอร์ดสนับสนุนศิลปิน ศิลปินก็สนับสนุนสเก็ตบอร์ดนะ นี่เป็นแนวคิดที่อยากจะให้ไปคู่กัน”

สำหรับสเก็ตบอร์ดซีรี่ย์ล่าสุดของเดร็คนั้นมีชื่อว่า “ผีหัวขาด” เป็นผลงานการวาดลวดลายของ แดน สุดสาคร หรือ สนิท สุดสาคร นักวาดการ์ตูนผีเล่มละบาทที่โด่งดังมากสมัย ๒๐ – ๓๐ ปีที่แล้ว หมายถึงการ์ตูนนะที่ดังแต่คนวาดหลายคนก็ไม่รู้จัก คุณไก่ตามหาคนวาดลายเส้นแบบนี้มานานเป็นปีก่อนที่จะได้พบกับอาจารย์แดน

“จริง ๆ ไม่รู้จักใครเลย ค้นจากกูเกิลก็ไม่เจอ จนกระทั่งวันหนึ่งมีรายการที่สัมภาษณ์อาจารย์แดน เราก็เลยไล่ค้นจนได้เบอร์เขามา จึงได้โทรไปชวน ซึ่งพี่แดนก็ยินดีมาก จนได้มาร่วมทำงานด้วยกันในที่สุด”

ไม่เพียงแค่เส้นทางสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ และการสนับสนุนศิลปินไทยเท่านั้นแต่สเก็ตบอร์ดเป็นอะไรมากกว่านั้นอีก หากลบภาพเดิม ๆ ที่สเก็ตบอร์ดเท่ากับการมั่วสุมก่อความเดือดร้อนรำคาญ พอได้มานั่งในสนามสเก็ตบอร์ดจริง ๆ แล้วจะพบว่า เด็กบอร์ดก็แทบไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไปที่เข้ามาเล่น มีทำกิจกรรมที่เขาสนใจ ได้ฝึกซ้อม ได้ทดลองท่าอะไรใหม่ ๆ สังคม ได้เพื่อน ได้ออกกำลังกาย สนามสเก็ตบอร์ดก็เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของคนทุกเพศทุกวันที่เข้ามาใช้รวมกัน  เด็กประถมที่เลิกเรียนแล้วมามุ่งมาที่สนาม มาทักทายพี่ ๆ เพื่อน ๆ ก่อนจะเปลี่ยนชุดลงเล่นสเก็ตบอร์ด อาจจะดีกว่ากลับบ้านไปติดจอคอมพิวเตอร์หรือคุยแต่กับเพื่อนในสังคมโซเชียลก็เป็นไป

คุณไก่เองก็เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกที่ทำสนามก็แปลกใจเหมือนกันที่เด็ก ๆ มาเล่นเยอะ โดยเฉพาะผู้ปกครองเองก็สนับสนุนให้ลูกหลานได้มาเล่นสเก็ตบอร์ดในสนามซึ่งก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ปกครองหลายคน เขามองว่า สเก็ตบอร์ดสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของลูกเขาได้ ลูกไม่ติดจอมือถือ หรือนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอม สเก็ตบอร์ดเปลี่ยนชีวิตลูกของพวกเขาจริง ๆ

“ผมจึงมองว่าสเก็ตบอร์ดเป็นทางเลือกใหม่ให้กับสังคมสมัยนี้ เป็นทางเลือกที่ให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกาย ได้เข้าสังคม ได้ฝึกทักษะใหม่ ๆ และจะเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ให้กับเด็กในยุคต่อ ๆ ไปนะ” ไก่ย้ำถึงแนวคิดในการสร้างสนามสเก็ตบอร์ดของเขา

ซึ่งไม่เพียงแค่ปัญหาติดจอเท่านั้น แต่เด็ก ๆ ที่เข้ามาเล่นสเก็ตบอร์ด จะมีทัศนคิ มีแนวคิดที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะการเล่นสเก็ตบอร์ดคือการไม่หยุดยอมแพ้ต่อการเอาชนะตัวเอง ทุกทักษะของสเก็ตบอร์ดต้องผ่านการฝึกฝน ผ่านการฝึกซ้อม ไม่ว่าจะกระโดดหรือหมุนตัวไม่ใช่ทักษะที่เล่นแล้วสามารถทำได้ทันที เด็กที่เล่นสเก็ตบอร์ดต้องใช้ความพยายาม ต้องใช้เวลา

“ต่อให้คุณเจ็บ คุณล้ม คุณเลือดออก คางแตก ยังไงวันที่คุณหายคุณจะกลับมาเล่นท่านี้ให้ได้ ถ้าคุณเล่นไม่ได้คุณจะรู้สึกตัวเองอ่อนแอ แต่เพื่อนเราเล่นได้ เขาก็มีแขนมีขาเหมือนเรา เค้าก็ตัวเท่าเรา มันเป็นความไม่รู้จักการยอมแพ้ เป็นความทะเยอทะยาน ทุก ๆคนที่เข้ามาเล่น จะรู้ว่า สเก็ตบอร์ดนั้นให้มากกว่าที่คุณคิด”

ได้เห็นวิสัยทัศน์ของเด็กบอร์ดขนาดนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องถามตรง ๆ ว่า เล่นสเก็ตบอร์ดแล้วได้อะไร คำตอบที่ได้จาก คุณไก่พอจะสรุปได้ว่า “คนที่เล่นสเก็ตบอร์ด แน่นอนจะต้องรู้จักการต่อสู้เพื่อเอาชนะ ต้องกล้าที่จะฝ่าฟันกับอุปสรรคต่าง ๆ ในด้านมุมมองการใช้ชีวิต การอยู่ในโลกในสังคม ก็น่าจะแก่นเลยล่ะ เพราะเด็กสเก็ตบอร์ดไม่ธรรมดาอยูแล้ว เพราะถึงที่สุดพวกเขาจะไม่หยุดเล่นอยู่แค่นี้แน่ ๆ ต้องออกไปแสวงหาความท้าทายต่าง ๆ ออกไปหาสถานที่เล่นสวย ๆ แปลก ๆ  ออกไปตะลอนเล่นและถ่ายคลิปสวย ๆ ตอนกลางคืน ได้เจอกับสภาพชีวิตจริง ๆ บนถนน ซึ่งจะทำให้พวกเขาแก่น แก่ต่อโลกมากขึ้น เข้าใจสังคมทุก ๆ มุมมองแม้ในสังคมที่ค่อนข้างจะเลวร้าย มองเห็นความจริงไม่โลกสวย”

ซึ่งแน่นอนถ้าคนเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นข้าราชการ เป็นนักการเมือง หรือเข้าไปในสภา ก็น่าจะสนุกแน่ ๆ เพราะประสบการณ์ของพวกเขา การได้สัมผัสกับคนในสังคมจริง ๆ ของพวกเขานั้น อาจจะมากกว่าผู้ใหญ่ในปัจจุบันด้วยซ้ำ และอย่าคิดว่าคนเหล่านี้ไม่สนใจการเมืองนะ “เด็กบอร์ดหลายคนก็รู้นะ สนใจสังคมการเมือง เค้าติดตามหมด รู้หมดใครทำอะไร ใครขี้โกง เขาถึงชอบงานที่เสียดสี มันอิน มันโดนใจอะไรอย่างนี้ คือถ้าได้คุยกับเขาจะรู้เลยว่าเขาสนใจสังคมและรู้ข่าวสารอะไรมากกว่าที่เราคิด”

เมื่อถามว่าสเก็ตบอร์ดในสายตาของไก่คืออะไร แล้วอะไรที่ทำให้หลงใหลในกีฬาสเก็ตบอร์ด เจ้าของเดร็คสเก็ตปาร์ก สามารถตอบออกมาทันทีแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยว่า “สเก็ตบอร์ดเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นครอบครัว เป็นสิ่งที่เมื่อเล่นแล้วอินกับมันสุด ๆ โดยที่จะเลิกไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าจะต้องไปทำงานหาเงินดูแลครอบครัว หรือร่างกายไม่ไหวแล้วถึงจะเลิกได้ แต่เชื่อเถอะว่าถึงร่างกายจะเลิกไปแล้วแต่จิตใจยังคงโหยหาสเก็ตบอร์ดอยู่” ตอบมาถึงตรงนี้ไก่หยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า

“สเก็ตบอร์ดเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์อย่างหนึ่งคือไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครรู้ได้ว่าตัวเองเก่งแค่ไหน ต่อให้วันนี้คิดว่าตัวเองเก่งแล้วก็เชื่อเถอะว่าจะยังมีคนที่เก่งกว่าคุณอยู่ จะยังคงมีท่าอะไรใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยลอง ยังไม่เคยทำ ไปจนถึงวันหนึ่งคุณจะเลิกสนใจควางเก่ง แต่จะเล่นเพื่อสนุก เล่นเพื่อความสุขกับสิ่งที่เล่นเท่านั้นเอง นี่คือเสน่ห์ของกีฬาสเก็ตบอร์ดครับ”

 หลังจากได้เห็นทัศนคติของเด็กบอร์ดแล้วไม่แปลกใจว่า สนามเดร็คสเก็ตปาร์กเกิดขึ้นมาได้อย่างไร สนามแห่งนี้เกิดจากการฝ่าฟัน การต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับคนที่ไร้โอกาส เพื่อเปิดเส้นทางให้กับนักสเก็ตบอร์ดรุ่นใหม่ในอนาคต เพื่อทางเลือกในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องผูกติดอยู่กับจอ เพื่อสะท้อนความจริงของสังคม สังคมของคนตัวเล็กที่แต่ละคนต่างก็สู้อย่างไม่ท้อถอยเพื่อความฝันของตัวเอง

อ่านมาถึงย่อหน้านี้แล้วถ้าใครเกิดสนใจในกีฬาสเก็ตบอร์ดขึ้นมาบ้าง อย่าได้คิดว่าตัวเองแก่เกินไป เพราะไก่ เดร็ค สเก็ตบอร์ด ฝากบอกมาว่า “พี่ ๆ อายุสี่สิบอัพมาเรียนก็มีนะ ถ้าเค้ามีใจ อยากเล่น และกล้าท้าทาย เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร หรือล้มอย่างไรให้ปลอดภัย ผมก็สอนให้ครับ มาได้เลยที่เดร็คสเก็ตปาร์ก นนทบุรี”

ลองปล่อยแก่แล้วมาเพิ่มความเฟี้ยว ความแก่น และเพิ่มสีสันในชีวิตบ้าง เชื่อเถอะ หัวใจคุณก็เรียกร้อง!