fbpx

ปราชญ์เจ้าหนี้ เจ๊เอ๋ ทวงหนี้สายโหด แนะวิธี “ลืมตาอ้าปาก”

“อย่าเข้าใจผิดนะ อาชีพเจ๊ไม่ใช่การปล่อยเงินกู้”

“คนเขาอยากได้ของไปทำมาหากินมาขอให้เจ๊ช่วย เจ๊ก็ช่วยซื้อให้ก่อนแล้วผ่อนกับเจ๊ ทำสัญญาเช่าซื้อ ดอกเจ๊คิดแค่กระจิริด เจ๊โดนโกงไปมากกว่าอีก”

ในช่วงเวลาที่คนไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และแสวงหาหนทางลืมตาอ้าปาก Typeไทย อยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงวัยกลางคน ผัว ๑ ลูก ๔ ที่ใคร ๆ ในโลกโซเชียลต่างก็มอบสมญานามให้เธอว่า “เจ๊เอ๋ ทวงหนี้สายโหด” แต่เบื้องหลังกว่าจะมาเป็นเจ๊เอ๋ในวันนี้ ยิ่งกว่าดราม่า ชีวิตที่เริ่มจากศูนย์ เคยคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่ก็กัดฟันสู้ อดทนทำงานหนักอย่างไม่มีย่อท้อ จนสามารถลืมตาอ้าปากและสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้ในวันนี้

หากจะมีเจ้าหนี้คนไหนที่สามารถด่าลูกหนี้ได้อย่างเต็มพิกัด เจ๊เอ๋ ณัฐฐารินทร์ ศรีโสภณ คือหนึ่งในเจ้าหนี้คนนั้น คนที่สามารถด่าลูกหนี้ของตัวเองได้ เพราะทุกครั้งที่เจ๊เอ๋ด่ามักเกิดจากความไม่ขยันอดทนของลูกหนี้เอง ลูกหนี้ที่ไม่สู้งาน ลูกหนี้ที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อไม่รู้จักพอ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ขาดความรับผิดชอบ ลูกหนี้ที่คิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น เพราะถ้าให้นับกันที่จุดสตาร์ทแล้วลูกหนี้แต่ละคนมีจุดเริ่มต้นดีกว่าเจ๊เอ๋ทั้งนั้น หลายคนมีบ้าน มีทรัพย์สิน แต่ยังมาขอให้ช่วย ต่างจากเจ๊เอ๋ที่เริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์โดยไม่มีใครช่วยเหลือ

 

…อยากมีเงินต้องขยัน อดทน และไม่ท้อ

ในขณะที่หลายคนเห็นว่าเจ๊เอ๋เป็นคนมีเงิน หลายคนตลกขบขันและแชร์ลีลาการทวงเงินของเจ๊เอ๋ มีสักกี่คนที่รู้ว่า ชีวิตที่เริ่มต้นจาก “สูญ” นั้นเป็นเช่นไร

“ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่จริง ๆ เป็นใคร อยู่มากับคนนึงที่เราเรียกว่าแม่ เลี้ยงดูเรามาจนโต ทำงานแล้วก็ถูกโกงจนหมดตัว ถูกยึดหมดไม่เหลือเงินสักบาท สูญหมดเหลือแต่ตัว เคยอยากฆ่าตัวตาย จะกระโดดน้ำตาย”

แม้คนที่ดวงตกจนถึงขีดสุดก็ยังมีโอกาส หากรู้จักถีบตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อได้รับแรงผลักดันจากคนข้างกาย เจ๊เอ๋หนีจากบ้านเก่ามาอยู่ที่สระบุรี ได้เจอกับผู้ชายซึ่งต่อมากลายมาเป็นสามี และเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีเงินเลยสักบาท บากหน้าไปขอเขาอาศัยโรงสีนอน นอนในคอกควายคอกหมู สู้ทำงานทุกอย่าง เผาถ่าน ขุดปู ขุดหน่อไม้ไปขายในตลาด

“ผัวเจ๊ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ช่วยกันทำมาหากิน เมื่อสามีเจ๊ได้งานประจำก็ทำงานควบสองกะเก็บเงินให้ได้มากที่สุด ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด จนมัดจำห้อง และดาวน์มอเตอร์ไซค์ได้”

เมื่อดาวน์มอเตอร์ไซค์ได้ เจ๊เอ๋ก็ใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินหาช่องทางสร้างรายได้ต่อ

“ที่สระบุรีนี่ค่ายทหารเยอะ ก็ซื้อของในตลาด เอามาทำใส่ถุง ขี่ไปขายในค่ายทหาร เวลาเขาเรียกใช้เราก็ไปซื้อให้ ทหารใหม่เขาอยู่ในค่ายออกไปไหนไม่ได้สามเดือน ที่บ้านส่งเงินมาบางทีไม่ได้ส่งของ เขาก็ให้เราไปซื้อให้ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กางเกงใน น้ำอัดลม เขาอยากได้อะไรเราวิ่งเข้าออกค่ายไปซื้อให้ เขาก้ให้ทิปให้ค่าวิ่งเราเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่ากัน เรารับหมด รับซักผ้าก็รับ จากค่ายทหารนั่นแหละ ตัวละห้าบาท ชุดละสิบบาทเราทำหมด งานจะหนัก เงินจะน้อยไม่ท้อ เจ๊ทำทุกทางจริง ๆ เพื่อให้ลืมตาอ้าปากได้”

 

เหมือนเป็นโชค เพราะความขยันอดทน ไม่ท้อ ทำงานทุกอย่างเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเจ๊เอ๋ ไปเข้าตาผู้พันในค่ายทหาร

“ผู้พันท่านเห็นเจ๊ขยันทำมาหากิน ก็ช่วยเราบ้าง บอกลูกน้องว่ามีอะไรก็อุดหนุนป้า คนขยัน สู้ไม่ท้อ ก็เลยได้เข้าไปขายของในค่ายตลอด เป็นผู้มีพระคุณคนแรกที่เปิดโอกาสให้เจ๊”

“พวกครูฝึกก็เหมือนกัน บอกทหารใหม่ถ้าจะซื้ออะไร ไปซื้อป้าตะกร้าหวาย ช่วงฝึกทหารใหม่สามเดือน ออกมาไม่ได้ เราก็เข้าไปรับสั่งของแล้วออกมาซื้อให้เขา”

ชีวิตประจำวันของเจ๊เอ๋ ตื่นเช้าขี่มอไซค์ไปส่งสามีทำงาน จากนั้นไปตลาดซื้อของมาทำขาย สาย ๆ เข้าไปขายในค่ายทหาร บ่ายทำอาหารตามสั่ง รับจ้างซักผ้า ตกเย็นไปรับสามีกลับมาช่วยกันทำงานต่อ เห็นโอกาสตรงไหนเจ๊ทำหมดไปเช่าแผงในตลาดขายเผือกทอดเต้าหูทอดก็ทำ

…สินค้าที่สร้างชื่อให้เจ๊เอ๋คือหมูแดดเดียว!

“ทำงานจนเริ่มมีเงินเก็บได้หลายพัน ก็มานอนคิดว่าจะทำอะไรดี นึกไปนึกมาก็เลยไปซื้อหมูมาทำหมูแดดเดียว ครั้งแรกทำ๑๐ กิโลแรกไปได้ดี ก็ขยายทำไปเรื่อย ๆ จนถูกโกงอีก”

เจ๊เอ๋เล่าว่าถูกร้านใหญ่โกงหมูแดดเดียว โดยเขามาสั่งไปขายก่อนร่วม ๆ หนึ่งร้อยกิโลกรัม แต่ผ่านไปหลายวันไม่ยอมจ่ายเงิน ไปตามเท่าไหร่เขาก็บอกไม่มี ขอผัดไปก่อน จนได้ลูกสาวมาช่วยไปตามหาว่าร้านชื่ออะไรอยู่ที่ไหน เจ๊เอ๋ก็เลยจัดแจงโพส “ด่า” ชุดใหญ่ลงเพจของจังหวัดโดยไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งสิ้น

“คราวนี้ก็ดังเลย เพราะมีหลายคนโดนร้านนี้โกงเหมือนกัน ก็เข้ามาช่วยด่า ช่วยทวงในเพจ จนเจ๊เอ๋เป็นที่รู้จัก”

หลังจากวันนั้นที่คนเริ่มรู้จัก เจ๊เอ๋ก็มีลูกทั้งขาจรและขาประจำมาสั่งหมูแดดเดียวไปขาย เจ๊เอ๋ก็ขยายไลน์สินค้าให้หลากไปไปอีกมีทั้ง หมูยอ หมูส้ม หมูสวรรค์ หมูฝอย ทั้งสามีและลูกก็ช่วยกันทำขายจนมีกำไรและสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ซึ่งนำความมั่งคั่งมาให้เจ๊เอ๋ถึงขีดสุดก็คือ…ขายทุเรียน

“ความขยัน ความสู้คนของเจ๊ทำให้มีโอกาสได้รู้จักผู้มีพระคุณอีกคน มาสอนวิชาทุเรียนให้ เราก็ขายทุเรียนจนได้กำไรหลักล้าน จนแจ๊ค หม่ามาลงนั่นแหละก็ไม่เคยได้กำไรขนาดนั้นอีกเลย อย่างปีนี้เจ๊ก็ไม่ลงทุเรียนนะ กลัวขายไม่ได้เพราะโควิด”  

เจ๊เอ๋ยังกระซิบกับ Typeไทย อีกนิดว่า

“เจ๊ยังมีโชคดีอีกอย่างคือ พอมีเงินมีทองก็ชอบเล่นหวย แล้วก็เป็นบังเอิญที่ฝันแม่นด้วยสิ”

…โอกาสคือสิ่งที่หาได้ยาก เมื่อเรามีก็อยากแบ่งปันโอกาสให้คนอื่นบ้าง

เจ๊เอ๋เป็นคนชอบทำบุญ นอกจากจะแจกทุนการศึกษา แจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับผู้ยากไร้ในโอกาสสำคัญ ๆ แล้ว การให้ความช่วยเหลือทางการเงินก็อีกหนึ่งวิธีการที่เจ๊เอ๋ช่วยเหลือและให้โอกาสกับคนที่ต้องการ

…เจ๊ หนูอยากได้หม้อก๋วยเตี๋ยว

…เจ๊ ตอนนี้ช็อตค่าเทอมลูก

…ช่วยหน่อยนะเจ๊ อยากเปิดร้านขายข้าวแกง

สารพัดคำขอจากคนทั้งในพื้นที่และจากต่างจังหวัดที่เวียนหน้าเวียนตากันมาไม่ซ้ำเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ๊เอ๋ จนต้องถามว่าเพราะมีเงินเยอะหรืออย่างไรถึงมีคนมาขอตลอดเวลา?

“ไม่ได้มีเยอะ แต่สงสาร” เจ๊ตอบ

สงสารแล้วไปทวงหนี้เขาโหด ๆ ได้อย่างไร?

“อ่าว นั่นคนละเรื่องกัน เป็นหนี้ก็ต้องคืน ดอกก็ไม่กี่ตังค์ทำไมเบี้ยวไม่ยอมคืน ทีคนอื่นคืนได้เจ๊ไม่คืน เจ๊ไม่ได้มีเงินมากมายที่จะเอาไปให้ใครฟรี ๆ ลูกผัวก็ต้องเลี้ยง”

งั้นเลิกช่วยได้เปล่า?

“มาถึงแล้วก็ต้องให้ ก็ต้องช่วย บางคนอุ้มลูกอุ้มหลานมา อย่างน้อยค่าข้าวค่ารถกลับบ้านก็ต้องมีให้เขา เจ๊เป็นคนอย่างนี้แหละ แล้วทำไปทำไม ก็ทำแล้วมีความสุขน่ะ พอลองนึกย้อนไปตอนที่เจ๊ลำบากใครให้เราก็ดีใจ วันนี้ช่วยได้ก็ช่วยเดี๋ยวเราก็หาได้อีก”

เจ๊เอ๋สรุปที่มาของการเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ในจังหวัดสระบุรีว่า

“เมื่อตอนที่จนไม่เคยได้รับโอกาสจากใคร พอได้โอกาสจากผู้พัน ได้โอกาสจากคนที่สอนทุเรียนจนลืมตาอ้าปากได้ จนมีกินมีใช้มีเหลือ  ก็เลยอยากให้โอกาสกับคนที่เดือดร้อนบ้าง”

 โลกที่ไม่มีลูกหนี้…ความฝันของนักทวงหนี้สายโหด

แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเจ๊เอ๋ฝันถึงโลกที่ไม่มีลูกหนี้ไม่มีเจ้าหนี้

“มันเหนื่อย” เจ๊เอ๋บอกตรง ๆ ไม่มีใครต้องเป็นหนี้ใคร ไม่ต้องยืมใคร ไม่ต้องมีอะไรกันดีกว่า พี่ไม่ได้รวยจากการให้ยืม โดนโกงมากกว่า”

เจ๊เอ๋ยังเล่าต่ออีกว่า “ล่าสุดนะ บุกเข้ามานั่งในบ้านเลยนะ ร้องห่มร้องไห้มา เดือดร้อนมาสองคนผัวเมีย เค้าไล่ป้าแล้ว เจ๊ก็ได้แต่บอกว่าช่วยครั้งสุดท้ายแล้วนะ เงินกว่าจะได้เหนื่อย”

“อยากให้ทุกคนอยู่สบาย ๆ อยู่ด้วยรอยยิ้ม ไม่ต้องเป็นหนี้ ไม่ต้องมีลูกหนี้ เงินฆ่าคนได้นะ” เจ๊เอ๋เปรย

แต่ไม่ว่าเจ๊เอ๋จะคิดอย่างไร วันนี้ก็ยังตัดสินใจช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ดี ในรูปแบบที่เรียกว่า…ด่าก่อนผ่อนที่หลัง

“เจ๊ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องช่วย ล่าสุดก็รับอุปการะเด็กสองคน แม่เค้าติดคุก พ่อขับสิบล้อแต่โดนไล่ออก ไม่มีเงินกินเงินใช้ ลูกผู้หญิงสองคน เจ๊เอามาเลี้ยง ตัวพ่ออยากได้สิบล้อมาทำงาน เจ๊เรียกมาด่า มึงต้องทำงานนะ เห็นลูกไหมเนี่ย ตั้งอกตั้งใจทำงาน จำไว้มีเป็นคนจนเป็นหมา ให้โอกาสต้องยืนให้ได้”

หนึ่งวันหลังจากเจ๊เอ๋ให้สัมภาษณ์ Typeไทย ก็ไปออกรถสิบล้อช่วยให้พ่อของลูกสองคนมีช่องทางในการทำงานหารายได้ และก็เป็นลูกหนี้คนล่าสุดของเจ๊เอ๋ในมูลค่ากว่าครึ่งล้านบาท

…แนะวิธีการลืมตาอ้าปากให้คนไทยได้ไหม

ขยัน ตั้งใจทำมาหากิน คือคำตอบแบบสุภาพของเจ๊เอ๋

แต่ถ้าเอาให้ชัดแบบฮาร์ดคอร์ เจ๊เอ๋บอกว่า

“อยากลืมตาอ้าปาก มึงไม่คิดจะทำมาหาแดกกันหรือไง ทำไมต้องมาหากู ถ้ากูไม่หายใจมึงจะตายใช่ไหม”

เวลาเจ๊เอ๋ช่วยคน เป้าหมายคือต้องการให้คนเหล่านั้นอยู่ได้ ลืมตาอ้าปากได้

“เอ้า เงินหมื่นนึงไปเปิดร้านยำทำให้ได้ ผ่อนส่งทุกวันเดือนหนึ่งก็หมดแล้ว เดือนหน้าไม่ต้องมายืมกู ยืนได้แล้ว ไม่ต้องกู้แล้ว เป็นหนี้เดือนเดียวพอ ทำไมต้องเอาทุกเดือน ต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้”

แต่หลายคนกลับชอบเป็นหนี้

“คนไทยเป็นหนี้เยอะ ชอบ ใช้เงินเฟ้อ โทรศัพท์ต้องตามเค้า เอาบัตรไปรูด ซื้อของกินในห้างไปรูด เงินเดือนออกต้องจ่ายบัตรเครดิตหมด ไม่มีเงินสดเดือดร้อนเจ๊อีก”

จากประสบการณ์ของเจ๊เอ๋ที่เห็นมาเยอะ เล่าต่อไปว่า “บางคนทำงานได้เงินมาห้าร้อย ต้องใช้ให้หมดก่อน แล้วค่อยไปทำงานใหม่ก็มี”

“ฝากไปบอกลุง ๆ ที่ดูแลเศรษฐกิจของประเทศด้วยนะ คนจนต้องมีงานทำ ทุกคนต้องทำงานจะได้มีเงิน ที่ว่างเปล่าเอามาให้ชุมชนทำการค้าการขาย ก็จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาให้ประเทศดีขึ้นได้”

แม้เราจะพยายามบอกว่า ไม่ต้องไปถึงระดับประเทศก็ได้ แต่เจ๊เอ๋กำลังติดลม ฝากข้อความรักถึงลุงต่ออีกหลายยกจนเราต้องขอให้สรุปสั้น ๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่สู้ชีวิตอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเจ๊เอ๋ก็ยินดีและกล่าวปิดท้ายให้ว่า

“เจ๊ไม่เคยท้อ เจ๊ล้มลุกคลุกคลาน แต่ไม่ท้อ…ถ้ากูท้อกูก็ไม่มีวันนี้ ถ้ากูทำได้มึงก็ทำได้”

 

########